2015/Mar/17

Knotto Go Japan : North Kyushu Trip
3rd day 6 march 2015 "Beppu-Aso"
เช้านี้ตื่นมาด้วยอาการสดชื่นมาก ไม่มีอาการแฮงเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะอากาศที่นี่บริสุทธิ์มาก O2 เยอะ ทำให้แม้จะกินแอลกอฮอล์ไปเยอะ ก็ไม่แฮงเลย รักยุฟุอินก็ตรงนี้อีกทาง
หลังจากตื่น ก็ตัดสินใจลงไปอาบน้ำ ด้วยการแช่ออนเซ็นอีกรอบ 555555+ บอกแล้วว่าชอบมาก หนุ่มๆแช่กันทุกคน  แต่สาวๆไม่มีใครอาบน้ำเลยเช้านี้ 555555+ เสร็จแล้วก็มากินข้าว ซึ่งก็คือมาม่า ขนมปังที่ซื้อไว้กินกันตั้งแต่เมื่อคืน เพราะกะว่าจะต้องรีบไป อาจไม่มีเวลาแวะกินที่ร้านกัน
หลังจากทำอะไรเสร็จกันหมด ก็พร้อมจะเก็บของออกจากที่พัก เพราะวันนี้เราจะไป Aso เมืองที่มีภูเขาไฟที่กำลังปะทุกัน
 
ชักภาพก่อนออกจากที่พักไว้สักรูป หลังจากนั้นก็ออกเดินมาจนถึงสถานี เนื่องจากเวลาเหลือนิดหน่อย รถไฟยังไม่มา เราจึงฝากกระเป๋าไว้ที่สถานีกัน แล้วก็ออกไปเดินเล่นชมเมืองตอนเช้า ดุ๊กอยากไปพิพิธพันธ์ซามูไร เราก็เดินกันไป จนไปถึง มันดันปิดซะนี่
ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
หิมะตกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เกิดมาเพิ่งเคยเจอหิมะจริงๆครั้งแรก ช่างต่างจากที่เจอในดรีมเวิลด์เหลือเกิน ภาพที่หิมะตกปรอยมาจากฟ้า ช่างงดงามจนไม่รู้จะบรรยายยังไง โดยเฉพาะกับคนที่เจอครั้งแรกอย่างผม เสียดายที่ถ่ายไว้ไม่ได้ เพราะมันตกปรอยๆถ่ายไว้ก็ไม่เห็นอะไร เสียดายก็ตรงนี้ พวกเราดี๊ด๊ากันอยู่ได้สักพักก็ต้องรีบกลับไปที่สถานี เพราะรถไฟกำลังจะมาแล้ว เราจะมุ่งหน้าสู่เมืองแห่งบ่อน้ำพุร้อนกัน Beppu
ยืนรอรถไฟกันหนาวสั่น
บ้ายบายยุฟุอิน เมืองน่ารักมากเลยล่ะ
 
หลังจากนั่งรถไฟราวหนึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงเมืองแห่งน้ำพุร้อนเบปปุ ที่เมืองนี้จะมีตั๋วรถกับตั๋วเข้าชมน้ำพุร้อนแบบครบ 9 บ่อ ซึ่งแต่ละบ่อก็จะมีกิมมิคแตกต่างกันไปขายพร้อมสมุดที่มีช่องให้ประทับตาเมื่อไปบ่อต่างๆ จนครบ 9 บ่อ แต่เนื่องด้วยเวลาเราไม่เอื้อเท่าที่ควร เราจึงตัดสินใจซื้อตั๋วรถอย่างเดียว อยากชมบ่อไหนค่อยเข้าไปชม คงไม่ได้เข้าทั้ง 9 บ่ออยู่แล้ว
เป็นตั๋วรถบัสที่ใช้เดินทางในเบปปุ เอาตรงๆเดินทางเมืองนี้ก็งงๆ แถมต้องใช้เวลาพอควรเพราะเมืองเป็นภูเขาชันๆลูกนึงเลยทีเดียว พอลงป้ายรถที่เราต้องการ ก็เห็นบ่อน้ำพุร้อนแห่งใหญ่ที่บรรดามวลชนแห่เดินเข้าไป ไอ้เรารึก็เดินตามๆเค้าไปโดยไม่คิดอะไร แถมยังจำชื่อบ่อน้ำพุร้อนอันนี้ไม่ได้อีกด้วย 55555+ เข้าไปก็พบกับควันโขมง น้ำพุร้อนใหญ่สมชื่ เล่นเอาสันกำแพงบ้านเราอายกันไปเลยทีเดียว ก็นั่นล่ะเดินวนๆเก็บภาพกันอยู่ในนั้น
รูปสุดท้ายนี่ท่าเด็ดของเมืองยุฟุอิน เพราะที่นั่นจะมีร้านขายของเกี่ยวกับแมว พนักงานก็แต่งชุดหูแมว เวลาถ่ายรูปด้วยก็จะทำท่านี้ เสียดายผมไปเย็นไปหน่อยเลยอดแวะ มีแต่พวกน้องๆที่ได้แวะ ฮือๆ เลยถือเอาท่านี้มาใช้ตลอดทริปเลย 555555+
ถ่ายกันพอควรก็ได้เวลาหม่ำๆละ เพราะหิวกันมากแล้ว มาม่าขนมปังหมดไปตั้งแต่ยังไม่เดินเข้าบ่อน้ำพุร้อนด้วยซ้ำ 555555+ ทีแรกเราตั้งใจจะไปร้านซูชิเทพ ที่พี่ปอแนะนำมา แต่ร้านนั้นต้องนั่งรถบัสไปอีกไกลพอควร แถมอย่างที่บอก เรางงๆกับรถบัสพอควร กลัวจะไม่ทันรถไฟ เราเลยคุยกันว่าเพื่อเซฟเวลาที่กระชั้นชิด เราหาอะไรกินง่ายๆแถวนี้ดีกว่า (ซึ่งที่ญี่ปุ่น ร้านง่ายๆของเค้าก็มีแค่ ร้านราเมน ร้านอาหารชุด อะไรทำนองนี้แค่นั้น) เลยเดินไปเจอร้านอาหารชุดร้านนึงมีคนญี่ปุ่นเข้าเต็มร้าน ทั้งที่เป็นร้านเล็กๆ แบบนี้ล่ะเข้าทาง จัดไปโดยไม่ต้องคิดเลย
ผมได้ยูวทามะด้งมาชุดนึง (Gyu-Tamadon) เป็นข้าวหน้าเนื้อใส่ไข่ กว่าจะสั่งได้แทบตาย เพราะผมอ่านเป็นกิวทามะด้งอยู่ตั้งนาน เพราะชินกับที่เมืองไทยเรียกเนื้อวัวว่ากิว (ไม่ว่าจะเป้นร้านกิวมารุ กิวโนยะ กิวกิวเต้ แม่งงงงงง สอนกูผิดๆนี่หว่า) คุณตาแถวนั้นเค้าเลยช่วยฟังช่วยสอนเรียกใหม่ว่า ยูวทามะด้ง อร่อยสมกับที่คาดหมายไว้ ไม่ผิดหวังเลย ร้านบ้านๆที่ไม่มีเมนูภาษาอังกฤษเนี่ย
หลังจากกินเสร็จ เราก็เดินย่อยมาเรื่อยถ่ายรูปไปเรื่อย เพื่อไปสถานีรถบัสที่ใกล้ที่สุดอีกครั้ง เพื่อที่จะกลับไปสถานีรถไฟ
รถไฟที่เราจะนั่งไป Aso คือสาย Limited Express Kyushu Odani Tokkyu 5 จาก Beppu - Aso ออก 14.46  ใช้เวลาเดินทาง 121นาที ถือว่าเราทำเวลาได้ดี (เพราะเอาจริงๆไปบ่อน้ำพุร้อนที่เดียวก็ดูหมดมุกละไม่รู้จะไปหลายๆอันทำไม คงเหมือนๆกัน แต่อาจมีบ่อโคลนบ่อสีอื่นไรงี้ ซึ่งพวกเราก็ไม่ได้เน้นอะไรตรงนี้อยู่ละ 555555+) ไม่นานนัก เราก็ขึ้นรถไฟ มุ่งหน้าสู่ภูเขาไฟอาโซ!!!
หลังจากขึ้นรถไฟก็พักผ่อนกันไปเพลินๆ เวลาก็ผ่านไปราว 120 นาที สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากการนอนพักผ่อน พวกเรารีบลงที่สถานีนี้เพราะตอนตื่นมามันเข้าสถานีพอดี เชคเวลาแล้วตรงพอดี ก่อนลงก็แอบแปลกใจว่า Aso น่าจะเป็นสถานีใหญ่ ทำไมคนลงน้อยจัง สรุป ลงผิดสถานีจ้า!!! งานงอกเลย จริงๆต้องนั่งต่อไปอีกสองสถานี เวลารถไฟมันช้าไป ไม่เคยคิดว่าจะเป็นแบบนี้ ไม่คิดด้วยแหละว่าเวลารถไฟจะเลตแบบนี้ เพราะตั้งแต่มาแม้แต่รถเมล์รถบัสยังตรง+-ไม่เกิน1นาทีเลย
งานเข้าหนักตรงที่ไปถามนายสถานีแล้วเค้าโบกมือบอกว่าไม่มีรถแล้ว ใจผมนี้ตกไปตาตุ่มเลยเฮ่ย แล้วทำไงวะเนี่ย จะนอนไหนล่ะเฮ่ย มีทางอื่นที่ไปได้มั้ยนอกจากรถไฟ เดินออกไปดูด้านนอก มันไม่มีอะไรเลย เป็นเมืองแบบเล็กๆ คนน้อยมากๆ แถมหนาวสุดใจอีกต่างหาก เท่าที่ออกไปดู มีร้านขนมปังอยู่ซ้ายมือกับร้านอาหารขวามือ ร้านเครื่องสำอางใหญ่ๆ แล้วก็มินิมาร์ตในปั๊มข้างๆเท่านั้น นอกนั้นไม่มีอะไรเลยจริงๆ อ่อ มีรถบรรทุกเล็กแบบทำท้ายรถเป็นเตาและครัว ขายพิซซ่าอยู่ตรงสี่แยกนั้นอีกคัน แค่นั้นเอง!!!
เลยไปสอบถามนายสถานีอีกครั้ง จนได้ความว่า รถไฟไม่ใช่ไม่มี แต่กว่าจะมีคันที่ไปอาโซมาอีกที ก็ต้องรอประมาณชั่วโมงนึง มีอีกทางคือไปรถบัส แต่พอเชคเวลาแล้วก็ช้ากว่ารถไไฟอีกอยู่ดี พวกเราเลยตัดสินใจรอรถไฟ พอว่างๆชั่วโมงนึง ก็เลยเดินออกไปฝ่าลมหนาวไปตรงรถบรรทุกที่ขายพิซซ่าซื้อพิซซ่ามากินกันดีกว่า
ร้านพิซซ่าของน้าคนนี้แกเท่ดี แต่งตัวแนวคาวบอย เราสั่งพิซซ่าไปถาด ทั้งการนวดแป้ง โยนแป้ง การเอาตะหลิวยักษ์ใส่พิซซ่าเข้าเตาอบ ล้วนมีลีลาทุกขั้นตอน เป้นเอกลักษณ์จริงๆ ทำได้ดูเท่ประกอบกับมีวิทยุเปิดเพลง เหมือนเต้นรำอยู่เลย
ได้มาละพิซซ่าร้อนๆหน้าซีฟู๊ดที่ผมสั่งครึ่งนึงกับที่ดุ๊กสั่งอีกครึ่งนึงอะไรก็ไม่รู้มีผักด้วย แต่ร้อนอร่อยคุ้มค่าเหมาะกับอากาศหนาวๆแบบนี้เหลือเกิน (จริงๆดูลีลาพี่แกตอนทำผมว่าก็คุ้มราคาละล่ะ ควงตะหลิวยักษ์เก่งเหลือเกิน)
ในที่สุดรถไฟก็มา มุ่งหน้าสู่อาโซอีกครั้ง ตอนนั่งไปก็คิด เฮ่ยสถานีนึงแถวนี้มันไม่ไกลนี่นา ถ้าเราเดินมาป่านนี้ถึงนานละเพราะมันอยู่ในระยะที่เดินไหว 5555555+ แต่เอาน่าในที่สุดก็มาถึงสถานีอาโซจนได้
ไม่รอช้า เพราะเชคแผนที่มาบนรถไฟแล้วก็ออกเดินนำหน้ามุ่งสู่ที่พักทันที แถมยังแปลกใจ เดินออกมาจากสถานีแปปเดียวเอง ถึงละ อยู่หน้าสถานีเลย 555555+ Aso Base Backpacker แค่ข้ามแยกมาก็อยู่ซ้ายมือเลย ด้านขวาของทางแยก มีลอว์สันใหญ่ๆอยู่ แสดงว่าคืนนี้ไม่อดเบียร์ไม่อดตายละสินะ
พอเข้าที่พักก็เจอฝรั่งอยู่ 4 คนนั่งคุยเฮฮากันอยู่ แต่ไม่ได้สนใจไรเท่าไร แต่ฝรั่งคนนึงในนั้นดูขี้เก็กๆก็มาถามว่า เค้าจะสั่งราเมนเดลิเวอรี่ พวกเราสนใจสั่งด้วยมั้ยจะได้สั่งทีเดียวเลย แต่ด้วยควาที่ยุ่งๆเพิ่งมาถึง ก็เลยเชคอินเก็บของทำไรให้เสร็จก่อนดีกว่า ละค่อยไปหาไรแถวนี้กินเอา
หลังจากเก็บของเรียบร้อย ทำอะไรเสร็จกันหมด ผมก็ลงมาถามที่รีเซปชั่นว่าแถวนี้มีอะไรอร่อยๆกินบ้าง คุณพี่เค้าก็แนะนำมาทุกสิ่งอย่างซะดิบดี เราเลยตกลงกันว่าจะไปกินปิ้งย่าง!!! (หมายเลข 5)
เพราะเดินไม่ไกล มานี่ยังไม่ได้กินเนื้อย่างกันเลย แถมคุณพี่รีเซปชั่นเค้าก็เรคคอมเมนเดดมากๆ พอเลือกร้านได้แล้ว เราก็ต้องรีบเดินกันไป เพราะตอนนั้นสองทุ่มแล้ว ร้านมันจะปิดสามทุ่ม เราควรไปถึงก่อนสองทุ่มครึ่ง เินไกลกว่าที่คิดหรือเพราะหิวเพราะหนาวเพราะมืดก็ไม่รู้ อ้อมสาถนีรถไฟไปทางขวาเป็นถนนอีกเส้นด้านหลังสถานี เดินไปจนถึงสถานีดับเพลิง จะเจอร้านอยู่ในซอยตรงข้าม
เข้าร้านไปถึงด้วยความหนาวจัด ผิงไฟก่อนเลยจ้า 5555555+
พอเข้ามาได้ก็สั่งกันรัวๆ เนื้อเทพพรีเมียม 2 ที่ เนื้อธรรมดาอีก 2 ที่ไส้กรอกอีก 1 สำหรับผม กิ๊บ ดุ๊ก และอร ส่วนต้นสั่งหมูอะไรที่อ่านไม่ออก สุดท้ายมากินถึงรู้ว่าเป็นไส้หมูหรือกระเพาะหมู 55555+
สังเกตเนื้อลายหินอ่อนนั่นมั้ย อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ละลายในปากไม่ต้องเคี้ยว ฮือๆ ช่างดีงามเหลือเกิน
และที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือ คามาเมชิ Kamameshi (flavored cooked rice in iron pot) ที่เค้าบอกว่ามันสุดยอดมาก ขนาดเรียกว่า superb เลยทีเดียว
ถ่ายมาไม่ค่อยสวย แต่ก็อร่อยสมราคาคุยเป้นเหมือนข้าวอบมีไก่เครื่องเทศต่างๆ รสหวานอ่อนๆอวลๆในปาก กินเปล่าๆก็ไม่รู้สึกว่าเจ๋งเท่าไร แต่พอกินคู่กับปิ้งย่าง บอกได้เลยว่ามันซูเปิร์บบบบบบบบบบจริงๆ
จนต้องสั่งเนื้อมาเพิ่มอีกหลายที่
แล้วก็ตบท้ายด้วย
ซันโตรี่ ชื่นใจ ครบสูตร อิ่มสบายตัวละ เชคบิลมาตกคนละไม่เกิน 2500 เยน ถือว่าคุ้มมากถ้าเทียบกับยะไตตอนคืนแรก นั่นซัดไป 2200เยนมั้ง ฮ่วย
จากนั้นก็แวะลอว์สัน เพื่อซื้อเบียร์และเตรียมอาหารเช้าเช่นขนมปังหรือมาม่า เพราะต้องขึ้นไปภูเขาไฟแต่เช้า แปปเดียวก็เสร็จ กลับเข้าที่พักกัน อาบน้ำอาบท่าพักผ่อนละก็ลงมาลอบบี้ข้างล่าง มีฝรั่งนั่งอยู่ที่โต๊ะยาวเช่นเคย แต่ผมเลือกที่จะไปนั่งที่โต๊ะโคเทตสึ เพราะพวกเรามากันหลายคน จะได้ดูเป็นส่วนตัวนิดนึง จากนั้นก็เตรียมเครื่องดื่มที่ต้องการมาซะ
ซื้อมาไม่เยอะ สองลิตรหน่อยๆกำลังดี พรุ่งนี้จะได้ตื่นเฟรชๆไปขึ้นภูเขาไฟ
สักพักน้องๆก็ลงมาหมด นั่งเม้าเฮฮากัน ชอบบรรยากาศแบบนี้ชะมัด มีสาวไต้หวันอีกคนมานั่งกับฝรั่ง ก็มีคุยข้ามโต๊ะกันไปบ้างนิดหน่อย ทักทายแซวกันตามประสาจนน้องๆขึ้นห้องหมด เหลือผมนั่งคนเดียว ก็มีคนญี่ปุ่นที่มาพักที่นี่มานั่งเสียบคอมเล่นโต๊ะเดียวกับผม เราก็คุยกันเพลินๆ ได้ความว่าเค้าเป็นนักข่าว มาถ่ายรูปภูเขาไฟอาโซ แล้วก็จะเดินทางต่อ อายุเยอะกว่าผมพอควร แต่คุยกันเพลินมาก ได้อะไรเยอะแยะ เค้าบอกว่าควรมีหน้ากากถ้าจะขึ้นไปภูเขาไฟอาโซพรุ่งนี้ด้วย เพราะมีทั้งหมอกทั้งควันเต็มไปหมด ก็ได้ขอบคุณเค้า พอเบียร์หมด ก็ร่ำลาเข้านอน
สำหรับวันนี้ ฝันดีราตรีสวัสดิ์
 

edit @ 20 Mar 2015 14:12:03 by =^o^=โน้งแกะ Symphony No.7=^o^=



Knottie ไม่มีหัวใจ
View full profile